ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนวัดเขาปิ่นทอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1
วันที่ 2 มีนาคม 2024 3:03 AM
b-school03
logo-cโรงเรียนวัดเขาปิ่นทอง
หน้าหลัก » นานาสาระ » อันดับความเด๋อ ในแต่ละวันเรามักจะปล่อยความเด๋อแบบไหนบ้าง

อันดับความเด๋อ ในแต่ละวันเรามักจะปล่อยความเด๋อแบบไหนบ้าง

อัพเดทวันที่ 23 ธันวาคม 2020 เข้าดู ครั้ง

อันดับความเด๋อ ในแต่ละวันเรามักจะปล่อยความเด๋อแบบไหนบ้าง

อันดับความเด๋อ จาก EP1 ขอมาต่อกันใน 10 อันดับความเด๋อ (EP2) จะมีอะไรบ้างนั้น เชิญทุกลองอ่านกันได้เลยค่ะ

6.เดินขึ้นบันไดเลื่อนผิดทาง

เรื่องนี้ผู้เขียนเป็นบ่อยเลยค่ะ เพราะเป็นคนชอบมองอย่างอื่น และเหม่อลอย ไม่ค่อยมองทางข้างหน้า แต่ก็มักจะแก้ตัวทันไม่เคยถึงขั้นที่ก้าวขึ้นไปแล้วเลยสักครั้ง แต่มีครั้งนึงเป็นครั้งที่น่าอายที่สุด คือ ตอนที่ดันมีคนมาเห็นเข้า แค่เห็นไม่พอดันปรารถนาดีเข้ามาทักอีก

วันนั้นอากาศร้อนมาก ผู้เขียนเดินจากบ้านมาห้างแห่งหนึ่งและกำลังก้าวขึ้นบันไดเลื่อนผิดทางจากที่ควรจะเป็นบันไดเลื่อนขึ้นกลับจะก้าวไปบันไดเลื่อนลงที่อยู่ข้างๆกันแทน แต่โชคดีที่เห็นก่อนหยุดทันไม่เกิดอุบัติเหตุอันตรายอะไรขึ้น ด้วยความหงุดหงิดจากอากาศร้อนก่อนหน้านี้ผู้เขียนจึงเผลอจิ๊ปากเสียงดังและส่ายหัว วันนั้นห้างค่อนข้างโล่งมากไม่ค่อยมีคน ระหว่างทางที่เดินมาก็ไม่เห็นใครอยู่ในระยะใกล้ๆเลย แต่จู่ๆก็มีเสียงจากด้านหลังดังขึ้นมาใกล้ๆว่า “are you ok?” มีฝรั่งคนหนึ่งทักด้วยความเป็นห่วงที่เห็นผู้เขียนยืนอยู่หน้าบันไดเลื่อนผิดทาง ผู้เขียนไม่ค่อยสันทัดเรื่อง ภาษาต่างประเทศ มากนักจึงทำได้เพียงพยักหน้า แล้วพูดว่า “โอเคๆ แต๊งกิ้ว” จากนั้นก็รีบเดินหนีไปด้วยความอับอาย คิดในใจว่าฝรั่งคนเมื่อกี้คิดว่าผู้เขียนไม่สบายจนเบลอขึ้นบันไดผิดทางรึเปล่า ? นี่เราหน้าตาท่าทางดูป่วยขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย? 

7.หาหน้ากากอนามัยบนคอไม่เจอ

ผู้เขียนเป็นคนเกลียดหน้ากากอนามัยมาก แม้ก่อนช่วงโควิด19 จะมีเทรนแฟชั่นว่าใส่แล้วหล่อสวยแค่ไหน ผู้เขียนก็ไม่เคยคิดจะใส่มันเลย แถมยังเคยมีความคิดที่ว่าถ้าป่วยแล้วใส่หน้ากากเชื้อโรคก็จะยิ่งสะสมทำให้ป่วยกว่าเดิม อีกทั้งตัวเองเป็นคนขี้ร้อนใส่แล้วรู้สึกอึดอัด แต่เมื่อโควิด 19 มาเยือนผู้เขียนก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่และหัดทำตัวให้ชินกับการใส่หน้ากากอนามัย เปลี่ยนความคิดว่าการใส่หน้ากากอนามัยถือเป็นมารยาทสังคมอย่างหนึ่ง และความรับผิดชอบในการป้องกันไม่ให้คนอื่นติดโรคจากเรา และเราจะมีโอกาสติดโรคจากคนอื่นได้น้อยลงด้วย

อันดับความเด๋อ

ผู้เขียนมักติดปัญหาอยู่เรื่องเดียวคือขี้ลืมจนทำหน้ากากอนามัยหายอยู่บ่อยๆและที่ๆหายก็ไม่ใช่ที่อื่นไกลแต่เป็นบนคอ หรือหูของผู้เขียนเอง กรณีที่อยู่บนคอคือเป็นหน้ากากอนามัยแบบมีสายยาวเชื่อมกัน ส่วนกรณีที่อยู่บนหูคงไม่ต้องอธิบาย เวลาหายมักจะเป็นตอนที่ต้องถอด อย่างเช่น ตอนกินข้าว เปิดสูดอากาศในที่ๆไม่ค่อยมีคน หรือตอนเข้าห้องน้ำ ซึ่งผู้เขียนชอบแอบเปิดหน้ากากอนามัยออกทุกครั้งที่มีโอกาสเพราะความขี้ร้อน และก็มักจะหันไปถามคนรอบข้างที่มาด้วยกันเสมอว่า เห็นแมสหรือไม่? ล่าสุดเอาไว้ไหนนะ? เป็นเหตุการณ์ที่น่าขำและน่าอับอายอยู่ไม่น้อย เมื่อถูกตอบกลับมาว่าก็อยู่บนหู/คอไง อารมณ์คล้ายคนใส่แว่นที่ลืมแว่นไว้บนหัวตัวเองตอนเอาแว่นขึ้นมาคาดหัว 

8.ใช้ตะเกียบผิดด้าน

เรื่องนี้มักเกิดขึ้นตอนหิวจัด แม้คนนอกจะไม่สังเกต แต่คนที่ไปกินด้วยกันหรือตัวผู้เขียนเองมักสังเกตเห็นทุกครั้งหรือไม่ก็ไปสังเกตเห็นอีกทีตอนกินเสร็จเลย บางครั้งก็สลับแค่แท่งเดียว  บางทีจะสลับเอาด้านใหญ่มาคีบกินทั้งสองแท่งตะเกียบเลยก็มี แน่นอนว่าตอนไปกินกับคนสนิทหรือไปกินคนเดียวไม่ค่อยน่าอายเท่าไหร่ จะขำๆกันมากกว่า แต่ตอนไปกินกับผู้ใหญ่อย่างพ่อเพื่อน พ่อแฟน ญาติพี่น้องคนไกลนี่สิ มีเขิน แม้บางคนจะเห็นแล้วไม่เตือน ถ้าเรามารู้เองทีหลังก็รู้สึกอายอยู่ดี 

9.หน้าลอยไปเรียน

เป็นความน่าอับอายสมัยฝึกแต่งหน้าแรกๆคือช่วงเป็นนักศึกษา ทีแรกผู้เขียนก็ไม่ได้แต่งอะไร ไปทำกิจกรรมรับน้องในหน้าสด ไปเรียนหน้าสด แม้จะถูกเพื่อนแซวหรือถามบ้างว่าทำไมไม่แต่งหน้าก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร จนกระทั่งไปทำกิจกรรมรับน้องที่ต้องเดินทางไกลและเหนื่อยมาก มีพี่ๆพยาบาลเข้ามารุมถามหลายคนว่า “น้องโอเคมั้ย? เหนื่อยรึเปล่า? พักก่อนมั้ย?  หน้าดูซีดๆนะ” ตอนนั้นเองที่ผู้เขียนตระหนักได้ว่า การหน้าสดออกสังคมของตนเองสร้างภาระให้คนอื่น แทนที่พี่ๆพยาบาลจะเอาเวลาไปดูแลคนป่วยจริงๆกลับต้องมาใส่ใจผู้เขียนที่ปกติดีทุกอย่าง แค่ไม่แต่งหน้าเลยดูโทรม และผู้เขียนเองก็เกลียดการถูกสมเพศหรือถูกสงสารทั้งที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในสถานะน่าเวทนาจริงๆด้วย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการหัดแต่งหน้าครั้งแรกในชีวิต

เริ่มแรกผู้เขียนก็เปรยๆถามเพื่อนว่า เลือกเครื่องสำอางยังไงดี เพื่อนก็ตอบแบบส่งๆว่า เอาที่เข้ากับหน้า สุดท้ายผู้เขียนเลยได้ผลงานชิ้นแรกมาคือ แต่งหน้าแล้วขาวว่าคอ ครั้งต่อมาคือ หน้าเทา และต่อๆมาคือขาแค่หน้ากับคอแต่หูดำ

จนเพื่อนเริ่มสงสัยว่าอาจไม่ได้อยู่ที่เครื่องสำอาง จึงได้สอนแต่งหน้าอย่างจริงจังให้แนะนำว่าเปิดไฟห้สว่างตอนแต่งด้วย อย่าแต่งในที่มืด กว่าผู้เขียนจะหายหน้าลอยก็ปาไปปีสองปีสามแล้ว

ที่หน้าอายคือตอนไปเรียนคนเดียวแล้วไม่มีเพื่อนเตือนนี่แหละ บางคนก็เห็นนะว่าลอย แต่ไม่สนิทกันพอจะทักเรื่องนี้ได้ก็มี สุดท้ายก็นั่งหน้าลอยไปทั้งวัน จนถึงช่วงที่ไปเข้าห้องน้ำแล้วไฟในนั้นดูจริงมากจึงได้ค้นพบว่าตัวเองนั่งหน้าลอยมาตลอด   หากใครมีคนรู้จักหรือเพื่อนที่หน้าลอยทักเขาเถอะค่ะ ดีว่าปล่อยให้กลายเป็นตัวตลกโดยไม่รู้ตัวนะ

10.ขอซื้อหมูกับแม่ค้าอิสลาม

วันหนึ่งผู้เขียนเดินไปหาซื้อหมูที่ตลาด แต่ละร้านแมลงวันเยอะมากและคนขายก็ไม่คิดจะปัดไล่เลย จนผู้เขียนไปเจอร้านหนึ่งที่เห็นถุงพลาสติกของแม่ค้าโบกไล่แมลงวันแว้บๆ จึงตัดสินใจเข้าไปซื้อทันที “ขอสะโพกหมูหน่อยค่ะ” พูดพลางมองชิ้นหมูไป แต่แม่ค้าถามกลับมาอีกครั้งว่าอะไรนะคะ? ผู้เขียนจึงย้ำไปอีกทีว่า “มีสะโพกหมูมั้ยคะ?” แม่ค้าตอบปนเสียงหัวเราะว่า “หนู นี่มันร้านขายเนื้อนะ” ผู้เขียนงงแล้วเงยหน้ามองแม่ค้า ใส่ผ้าคลุมหัวแบบชาวมุสลิมอยู่ จึงเข้าใจในทันทีว่ามาผิดร้านแล้วและได้กล่าวขอโทษแม่ค้าไป

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ประสบการณ์สุดเด๋อของผู้เขียน อาจไม่มีสาระอะไรมากมายแต่ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านจะสนุกกับการอ่านนะคะ สุดท้ายนี้อยากฝากไว้ว่า ไม่ผิดหรอกหากคุณจะพลาด แต่ทุกครั้งที่พลาดจงอย่านิ่งเฉย จงหาทางแก้ไขและกล่าวขอโทษทุกครั้งที่มีโอกาส แม้ว่าความผิดพลาดอาจไม่หายไป แต่ผู้เขียนมั่นใจว่าคุณจะได้เรียนรู้บางอย่างจากมันอย่างแน่นอนค่ะ

นานาสาระ ล่าสุด