ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนวัดเขาปิ่นทอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1
วันที่ 2 มีนาคม 2024 5:07 AM
b-school03
logo-cโรงเรียนวัดเขาปิ่นทอง
หน้าหลัก » นานาสาระ » อสังหาริมทรัพย์ เรื่องใกล้ตัวที่เราอาจจะมองข้ามออกไปได้

อสังหาริมทรัพย์ เรื่องใกล้ตัวที่เราอาจจะมองข้ามออกไปได้

อัพเดทวันที่ 4 พฤศจิกายน 2020 เข้าดู ครั้ง

อสังหาริมทรัพย์ วุ้นแปลภาษาทนายคำว่า “ให้” คืออะไร?

อสังหาริมทรัพย์ ในชีวิตนี้ทุกคนต้องมีสักครั้งที่ได้รับของจากใครสักคน อาจจะได้รับเงินจากแม่ ได้ของเล่นจากพ่อ ได้ของขวัญจากเพื่อน สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “ให้” บทความนี้ผู้เขียนจะพยายามอธิบายถึงการให้ตามความหมายของกฎหมายแบบเข้าใจง่ายที่สุด เริ่มแรกคนทั่วไปอาจจะคิดว่าสิ่งที่เรียกว่าการให้นั้น ต้องเป็นเหตุการณ์ที่คนใดคนหนึ่ง

มอบสิ่งของหรืออะไรซักอย่างแก่คนใดคนหนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วในเรื่องนี้มีรายละเอียดมากว่านั้น การให้ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของที่จับต้องได้เท่านั้น และไม่ใช่ว่าเราจะให้อะไรใครก็ได้ การให้บางอย่างจำเป็นต้องมีขั้นตอนอย่างถูกต้องจึงจะถือว่าเป็นการให้ตามกฎหมาย ก่อนอื่นผู้เขียนขอให้คำนิยามการให้สั้นๆว่า

คือการที่บุคคลหนึ่งมอบทรัพย์สินของตัวเองให้แก่อีกคนหนึ่ง แต่การที่เราจะให้สิ่งใดกับใครสักคน คนที่รับต้องยินดีที่จะรับไว้ด้วยถึงจะเรียกว่าการให้อย่างแท้จริง ส่วนฝ่ายคนที่ตั้งใจจะให้อะไรแล้วเขาจะต้องไม่ขอสิ่งใดตอบแทนในการให้นั้น ขอยกตัวอย่างจากเรื่องของผู้เขียนสมัยยังเด็ก แม่ของผู้เขียนใช้ให้ผู้เขียนไปล้างจานแล้วบอกจะให้เงินยี่สิบบาท

จริงๆแล้วนั่นไม่ได้เรียกว่าให้ตามกฎหมาย แต่เข้าข่ายจ้างทำของคือการให้เงินหรือสิ่งอื่นตอบแทนเพื่อให้บุคคลนั้นทำตามงานที่เราต้องการ จุดนี้เองที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างเรื่องความเข้าใจของถ้อยคำ ระหว่างประชาชนคนทั่วไปกับนักกฎหมาย ซึ่งหากประชาชนหลงเข้าใจผิดไปอาจเกิดมเสียหายหรือเสียเปรียบผู้อื่นได้ ดังนั้นการทำความข้อใจในจุดนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรศึกษาไว้

การอธิบายว่า “ให้” คือการมอบทรัพย์สินของตัวเองให้คนอื่น ในเชิงลึกแล้วคงเป็นการให้ความหมายที่แคบไป ในบทความนี้ผู้เขียนจึงขอยกความหมายของคำว่า “ให้” ตามพจนานุกรมกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 มาเพื่อผู้อ่านจะได้ทำความเข้าใจได้มากขึ้น ให้ ความหมายว่า มอบ , สละ, อนุญาต จากความหมายดังกล่าว

แสดงให้เข้าใจเพิ่มเติมว่า การกระทำที่นับว่าเป็นการให้ นอกจากมอบ ก็มีการสละ และการอนุญาตด้วย และสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย หากจะเรียกการกระทำนั้นว่า ‘ให้’ คือ คนที่ให้ต้องไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมของการให้ที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนเป็นการให้โดยเสน่หา ความหมายของคำว่า ‘เสน่หา’

ในที่นี้ไม่ใช่เชิงความรักชู้สาวเพียงเท่านั้นนะครับ แต่เป็นความรู้สึกของคนให้ที่ต้องการให้สิ่งๆนั้นแก่คนที่รับ แม้ว่าตัวคนให้จะไม่ได้รับอะไรตอบแทนเลย ซึ่งบางคนอาจเรียกเจตนาหรือความรู้สึกนั้นว่า ความเมตตานั่นเอง เช่น เมื่อเรามีความเมตตาต่อคนอื่นเราจะปรารถนาให้เขามีความสุข เต็มใจช่วยเหลือเขา

แม้ว่าเราจะไม่ได้สิ่งตอบแทนใด ๆ เลย และการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนั้นถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่กฎหมายได้กำหนดไว้ เพราะเมื่อคนให้ได้ให้สิ่งของไปแล้ว คนรับยินดีจะรับของไว้ วันข้างหน้าหากคนให้มาขอค่าตอบแทน จะไม่เป็นธรรมกับคนรับที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วย ตามกฎหมายเมื่อให้แล้วคนให้จึงมาทวงผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนใด ๆ ไม่ได้อีก เป็นการคุ้มครองผู้รับไปในตัวด้วยครับ

อย่างที่ผู้เขียนได้เกริ่นไปตอนต้นว่าสิ่งที่เราให้กันได้นั้น ไม่จำต้องเป็นสิ่งที่จับต้องได้เท่านั้นเพราะ สังหาทรัพย์คือ กฎหมายได้อนุญาตให้อิสระแก่ประชาชนที่จะให้อะไรก็ได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ซึ่งจำแนกดังนี้

1.ทรัพย์สินทั่วๆไป หมายถึงวัตถุที่มีรูปร่างหรือไม่มีรูปร่างก็ได้ และสามารถกำหนดราคาได้ หรือสามารถครอบครองไว้ได้
ยกตัวอย่าง วัตถุมีรูปร่างก็อย่างเช่น รถยนต์ บ้าน เงิน ส่วนวัตถุไม่มีรูปร่าง เช่น ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ กระแสไฟฟ้า หรือสิทธิอย่างการอนุญาตต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นการให้วัตถุไม่มีรูปร่างเช่นกัน

2.การปลดหนี้ หรือชำระหนี้แทน ก็นับเป็นการให้ได้
ยกตัวอย่าง นายหอมยอมจ่ายหนี้แทนนายเหม็น แล้วนายหอมไม่มีทีท่าว่าจะขอเงินที่ตนจ่ายหนี้ไปคืนจากนายเหม็น เพราะต้องการตอบแทนบุญคุณของนายเหม็นที่เคยช่วยตนไว้ตอนจมน้ำ เห็นได้ว่านายหอมไม่ได้มอบเงินให้นายเหม็นไปจ่ายหนี้โดยตรง แต่เลือกที่จะจ่ายหนี้แทนให้ ทางกฎหมายจึงตัดสินว่าเป็นการให้ตามกฎหมาย

อสังหาริมทรัพย์

ในความเข้าใจของคนทั่วไปการให้เป็นสิ่งที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรแค่คนหนึ่งอยากให้อีกคนหนึ่งยินยอมจะรับไว้ก็เพียงพอที่จะเรียกว่าให้แล้ว แต่ในทางกฎหมายการทำเพียงแค่นั้นยังไม่สมบูรณ์มากพอ ขั้นตอนและวิธีการในการให้ที่ถูกต้องจะแตกต่างกันออกไปตามของที่ผู้ให้ต้องการมอบให้ผู้รับ ซึ่งผู้เขียนขอแบ่งตามกรณีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

กรณีแรก การให้สิ่งที่เป็นอสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์ คือ สิ่งที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ เช่น บ้าน อาคาร ร้าน ที่ดิน เป็นต้น ในกรณีแรกนี้เราจะไปรวมถึงสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ ก้อนหินที่มีอยู่บนที่ดินด้วย ส่วนวิธีการขั้นตอนให้ของดังที่กล่าวไปในกรณีแรกนั้น ต้องจดทะเบียนให้ที่ถูกต้อง โดยทำเป็นหนังสืออีกทั้งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อาทิเช่น ถ้าเป็นที่ดินหรือบ้านก็ไปจดทะเบียน ณ กรมที่ดินซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่

กรณีที่สอง การให้สิ่งที่เป็นสังหาริมทรัพย์

สังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์อย่างอื่นที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ สามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่น รถ กระเป๋า มือถือ อาหาร เสื้อผ้า เป็นต้น ทรัพย์ประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเวลาทำการให้ ดังนั้นการให้ทรัพย์สินประเภทนี้เพียงคนให้และคนรับยินยอมรับ การให้ก็ถูกต้องสมบูรณ์เป็นไปตามกฎหมายแล้ว

กรณีที่สาม สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ

ได้แก่ เรือน้ำหนักตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป แพ และสัตว์พาหนะตัวใหญ่ๆอย่างช้าง ม้า วัว ควาย การให้ของเหล่านี้ ต้องทำให้ถูกต้องตามวิธีการทางกฎหมาย โดยต้องจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย เช่น ต้องการให้เรือที่มีน้ำหนัก 10 ตัน หรือแพที่ใช้อยู่อาศัยให้ไปทำการจดทะเบียนต่อกรมเจ้าท่าที่ ณ จังหวัด อำเภอ ตำบลที่ผู้ให้ได้เก็บเรือหรือแพนั้นไว้

การรู้ความหมายของการให้ในทางกฎหมายนั้น จะช่วยให้ทุกคนระมัดระวังรอบคอบในการให้หรือรับของจากผู้อื่นมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยไม่ให้เสียรู้พวกหัวหมอที่มักใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเอาเปรียบเรา ผู้เขียนหวังว่าเมื่ออ่านจนจบ ผู้อ่านจะได้รับความรู้เพิ่มเติมจากบทความนี้และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ไม่มากก็น้อย

นานาสาระ ล่าสุด