ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนวัดเขาปิ่นทอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2024 7:44 AM
b-school03
logo-cโรงเรียนวัดเขาปิ่นทอง
หน้าหลัก » นานาสาระ » หนัง ต้นกำเนิดภาพยนต์และโรงหนังในไทยที่เราดูกันทุกวันนี้นั้นมีที่มาอย่างไรบ้าง

หนัง ต้นกำเนิดภาพยนต์และโรงหนังในไทยที่เราดูกันทุกวันนี้นั้นมีที่มาอย่างไรบ้าง

อัพเดทวันที่ 22 มกราคม 2021 เข้าดู ครั้ง

หนัง กำเนิดโรงหนังในสยามนั้นมาที่มาอย่างไรและมาตั้งแต่ยุคไหนกันนะ

หนัง หรือภาพยนตร์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก เมื่อ พ.ศ. 2434 เมื่อโทมัส เอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญได้ร่วมมือกับนายวิลเลียม ดิกสัน (William Dickson) สร้างกล้อง Kinetograph และกล่องดูภาพ Kinetoscope ขึ้นได้สำเร็จ โดยใช้ฟิล์มของโกดักที่มีแถบฟิล์มยาวหลายเฟรมในการเก็บภาพโดยเจาะรูที่ขอบฟิล์มทั้งสองด้านในแต่ละเฟรมเพื่อให้ฟันเฟืองของเครื่องถ่ายภาพหมุนฟิล์มเข้าสู่กล้องได้

กล่องดูภาพ Kinetoscope นี้มีความสูง 48 นิ้ว มีช่องเล็กๆ ให้ผู้ชมมองเข้าไปเห็นภาพยนตร์ที่ฉายอยู่ข้างในได้ แต่ดูได้เพียงทีละคน 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นชาวสยามพระองค์แรกที่ได้ทอดพระเนตรภาพยนตร์จาก Kinetoscope เมื่อคราวเสด็จสิงคโปร์และชวา

ต่อมาปี พ.ศ. 2438 สองพี่น้องชาวฝรั่งเศส หลุยส์และออกุสท์ ลูมิแอร์ (Louise & Auguste Lumiere) ได้พัฒนา Kinetoscope ให้ขยายสู่จอใหญ่เพื่อให้สามารถดูได้หลายคนโดยเรียกเครื่องนี้้ว่าซีนีมาโตกราฟ (Cenematograph) และได้ใช้โถงของร้านกาแฟแห่งหนึ่งในกรุงปารีสจัดฉาย ภาพยนตร์ และเก็บเงินคนเข้าชมเป็นครั้งแรก

ต่อมาสองพี่น้องชาวฝรั่งเศสจึงส่งหนังไปฉายที่กรุงลอนดอนในนาม Cenematograph Films และประสบความสำเร็จอย่างมาก และทำให้หนังหรือภาพยนตร์แพร่หลายไปทั่วโลกและเป็นผลให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิต จำหน่ายและการจัดฉายภาพยนตร์ตามมาและเจริญก้าวหน้าเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2440 เอส จี มาร์คอฟสกี้ (S.G Marchovsky) ได้นำเครื่อง  ซีนีมาโตกราฟ เข้ามาสู่ประเทศสยามและเก็บเงินค่าชมจากชาวสยามเป็นครั้งแรก โดยใช้โรงละครหม่อมเจ้าอลังการ บริเวณสามยอด เป็นที่ฉายภาพยนตร์ สถานที่แห่งนี้จึงถือว่าเป็นโรงหนังแห่งแรกในประเทศสยาม

ปัจจุบันโรงละครหม่อมเจ้าอลังการไม่มีเหลืออยู่ให้เห็นแล้วและไม่เคยมีภาพถ่ายของสถานที่แห่งนี้ จึงมีแต่หลักหมายที่มูลนิธิหนังไทยได้นำไปติดตั้งไว้ในบริเวณที่เคยเป็นโรงภาพยนตร์แห่งแรกของสยามแห่งนี้

หลังจากการฉายหนังในครั้งแรกนั้น ประเทศสยามก็ยังไม่มีโรงหนังจริงๆเกิดขึ้น จนถึงปี พ.ศ. 2448 นายโทโมโยริ วาตานาเบะ (Tomoyori Watanabe) ชาวญี่ปุ่นเป็นผู้จัดตั้งโรงหนังขึ้นในประเทศสยามเป็นครั้งแรก บริเวณเวิ้งหลังวัดชัยชนะสงคราม ถนนเจริญกรุง โดยใช้กระโจมผ้าใบทำเป็นตัวโรงหนัง และนำหนังมาฉายเก็บเงินคนดู โดยมีชื่อเรียกกันติดปากของคนสมัยนั้นว่า “โรงหนังญี่ปุ่น” และหนังที่นำมาฉายก็เรียกว่า “หนังญี่ปุ่น” เช่นกัน

โรงหนังญี่ปุ่นเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2448 ต่อมาโรงหนังญี่ปุ่นได้รับอนุญาตให้ใช้ตราแผ่นดิน ชาวสยามจึงเปลี่ยนมาเรียกชื่อว่าโรงหนังญี่ปุ่นหลวง

ต่อมานักธุรกิจเชื้อสายจีนในประเทศสยามจึงเกิดความสนใจในการสร้างโรงหนังตามมา หลังปี พ.ศ. 2450 จึงมีการสร้างโรงหนังขึ้นหลายโรง เช่น โรงหนังกรุงเทพซีนีมาโตกราฟหรือโรงหนังวังเจ้าปรีดา โรงหนังสามแยก โรงหนังบางรัก โรงหนังรัตนปีระกาและโรงหนังพัฒนากรเป็นต้น

โรงหนังในยุคแรกเหล่านี้จะมีรูปทรงสี่เหลี่ยม ขนาดค่อนข้างใหญ่ โครงสร้างเป็นไม้ หลังคามุงสังกะสี ฝาโรงเป็นไมัและสังกะสี 

หนังที่นำมาฉายล้วนเป็นหนังเงียบ แต่มีคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ เจ้าของโรงหนังมักจะจัดแตรวงมาบรรเลงเพื่อเป็นการดึงดูดผู้ชม หนังที่นำมาฉายจะเป็นข่าว สารคดีหรือบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ เป็นส่วนใหญ่

ต่อมาปี พ.ศ. 2450 จึงเกิดบริษัทของคนไทยชื่อบริษัทรูปพยนต์กรุงเทพเจ้าของโรงหนังวังเจ้าปรีดา โดยทำกิจการโรงหนังและนำเข้าหนังจากต่างประเทศเข้ามาฉาย

ต่อมาปี พ.ศ. 2453 ผู้ทำกิจการโรงหนังพัฒนากรจึงจัดตั้งบริษัทพยนต์พัฒนากรขึ้นจึงทำให้มีการแข่งขันด้านกิจการภาพยนตร์เพิ่มขึ้น โดยมีการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดในเรื่องของการจับฉลากหางตั๋วเพื่อชิงของรางวัล เช่น สร้อยทอง ผ้าไหม เป็นต้น

ต่อมาโรงหนังญี่ปุ่นหลวงก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อต้องขายกิจการให้ห้างขายยา เค.โอยาม่า พาหุรัด เจ้าของใหม่ได้เปลี่ยนชื่อโรงหนังเป็นโรงเจริญรูปภาพยนตร์ญี่ปุ่นหลวง แต่ก็ต้องเลิกกิจการไปในปี พ.ศ. 2459

บริษัทรูปพยนต์กรุงเทพชอบที่จะนำชื่อเมืองต่างๆ มาตั้งเป็นชื่อโรงหนังในเครือ เช่นโรงปีนัง โรงสิงคโปร์ โรงชะวา โรงฮ่องกง ส่วนบริษัทพยนต์พัฒนากร จะตั้งชื่อโรงหนังในเครือโดยมีคำว่าพัฒนาอยู่ด้วย เช่น โรงพัฒนากร โรงพัฒนาลัย โรงพัฒนารมย์ เป็นต้น

หนัง

แม้ว่าจะแข่งขันกันอย่างเข้มข้นแต่ต่อมาบริษัทภาพยนตร์ทั้งสองก็ต้องมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวในนามบริษัทสยามภาพยนตร์ โดยมีนายเซียงซองอ้วน สีบุญเรืองเป็นผู้จัดการใหญ่

ต่อมามีบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่ชื่อบริษัทนาครเขษมทุน จำกัด ซึ่งร่วมทุนกันระหว่างจีนกับฝรั่ง ได้ทุ่มทุนสร้างโรงหนังขนาดใหญ่เป็นอาคารคอนกรีตตั้งชื่อว่าโรงหนังนาครเขษม ในขณะเดียวกันก็เปิดโรงหนังในพระนครขึ้นอีกสองโรง คือ โรงหนังนาครศรีธรรมราช อยู่บริเวณสามแยก และโรงหนังห้างสิงโตเก่า ตั้งอยู่ที่เยาวราช ทั้งสามโรงเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2462

ปีถัดมาบริษัทนาครเขษมทุน ได้เปิดโรงหนังขึ้นอีกสองโรงคือ โรงหนังนาครปฐม อยู่สาทร โรงหนังนาครราชสีมาอยู่บางลำพูบน และโรงหนังนาครเชียงใหม่อยู่แถวตรอกเชียงกง แต่บริษัทแห่งนี้ก็เกิดการโกงในบริษัทจนต้องปิดกิจการขายทอดตลาดไปในปีนั้นเอง

ปี พ.ศ. 2465 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 โปรดให้เจ้าพระยารามราฆพจัดตั้งบริษัทของคนไทยเพื่อทำกิจการด้านภาพยนตร์บ้างคือบริษัทสยามนิรามัย แต่ธุรกิจของบริษัทสยามนิรามัยก็ยังห่างชั้นจากบริษัทสยามภาพยนตร์ซึ่งมีโรงหนังอยู่ในกรุงเทพฯกว่าสิบโรงและมีโรงหนังอยู่เกือบทุกจังหวัด แต่บริษัทสยามนิรามัยมีโรงหนังอยู่เพียงสามสี่โรงในกรุงเทพฯ

ปี พ.ศ. 2466 นายเฮนรี่ เอ แมกเร นักสร้างหนังจากฮอลลีวู๊ด ได้มาสร้างหนังไทยชื่อ “นางสาวสุวรรณ” โดยใช้ชาวสยามเป็นผู้แสดง ภาพยนตรเรื่องนี้ได้นำออกฉายทั่วประเทศโดยบริษัทสยามภาพยนตร์ในชื่อนางสาวสุวรรณ ส่วนบริษัทสยามนิรามัยนำออกฉายโดยใช้ชื่อสุวรรณสยาม

ปี พ.ศ. 2466 บริษัทสยามนิรามัยได้สร้างโรงหนังแห่งใหม่ขึ้นอีกหนึ่งโรง โดยดัดแปลงสถานฑูตอังกฤษเก่าที่ถนนเจริญกรุงมาทำเป็นโรงหนังชื่อว่าโรงหนังวิคตอเรีย โดยมีความประสงค์ที่จะให้รองรับลฤูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติและชนชั้นสูงในสังคมเวลานั้น 

แต่ในปีเดียวกันนั้นเองบริษัทสยามนิรามัยก็ต้องเลิกกิจการไปและโรงหนังในเครือทั้งหมดก็ตกมาเป็นของบริษัทสยามภาพยนตร์แต่เพียงผู้เดียว

ตั้งแต่มีการนำเครื่องฉายภาพยนตร์เข้ามาในประเทศสยามเมื่อปี พ.ศ. 2440 ถึงปี พ.ศ. 2466 มีวิวัฒนาการของกิจการโรงหนังและการผลิตภาพยนตร์ มีการเกิดขึ้นและล้มไปของธุรกิจโรงหนังหลายรายและเกิดโรงหนังใหม่ขึ้นหลายโรง ซึ่งในที่สุดกิจการโรงหนังก็ตกอยู่ในการดำเนินงานของบริษัทสยามภาพยนตร์ทั้งหมด

 

นานาสาระ ล่าสุด